สวัสดิการผู้พิการและผู้ป่วยในนอร์เวย์..
ตอนที่ 2
การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ..พึ่งเข้าใจคำนี้ค่ะ❤️❤️ แต่ก่อนนั้นคิดว่าเงินสำคัญที่สุด เราจะต้องหามันมาให้ได้เยอะที่สุด แต่นั่นไม่ใช่การอยู่ที่นอร์เวย์
การอยู่ที่นอร์เวย์นั้นเงินกลายเป็นเรื่องรองไปเลย..เขาสอนให้เรารู้ว่า การมีเงินเยอะไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขที่สุด(แต่แน่นนอนว่าถ้าไม่มีเงิน ทุกข์100%) 😅😅 ที่นี่สอนให้เรารู้ว่า..การมีแค่พอดี มีแค่พอใช้ก็ได้ เพราะเราไม่จำเป็นต้องกังวลกับอนาคตของเรา ระบบที่มันจัดสรรไว้อยู่แล้วว่า เมื่อไหร่ที่เราลำบากรัฐบาลพร้อมช่วยเราเสมอ❤️❤️ แต่ก็มีหลายๆคนที่ไม่เข้าใจในระบบ คิดอยากรวย คิดอยากมีมาก ก็มีในสังคมค่ะ เขาต้องปรับตัวให้เข้ากับระบบจึงจะอยู่ได้..
ตอนแรกก็ไม่เข้าใจในระบบการลา หรือสวัสดิการอะไรเลย..ไม่รู้จัก NAV ด้วยซ้ำ (สำนักงานสวัสดิการสังคม) เพราะเราไม่เคยใช้บริการมาก่อน ไม่เคยมีปัญหา สามารถดูแลตัวเองได้..เลยไม่ได้สนใจอะไรค่ะ แค่ทำงานเสียภาษีตามที่พึงจ่ายไป
เราไม่เคยรู้เลยสิ่งที่เราจ่ายไปมันจะย้อนกลับมาหาเรามากมายชนิดที่ว่าเราคาดไม่ถึงค่ะ..แนะนำเลยค่ะ ใครยังไม่ทำงานจ่ายภาษี รีบหางานจ่ายภาษีซะ การพึ่งสามีอย่างเดียวไม่ใช่หนทางรอดหรอกค่ะ..เพราะวันหนึ่งถ้าเกิดปัญหาขึ้นมา เขาดูฐานภาษีเราที่ทำงานจ่ายไป..สามีถ้าเลิกกันก็คือคนอื่น ไม่มีใครช่วยเราได้ นอกจากเราจะดิ้นรนเองค่ะ ❤️❤️
จากวันที่เราถูกส่งมายังโรงพยาบาลใหญ่..เราก็ได้เข้าพบทีมหมอ..ต้องบอกว่าทีมเลยค่ะ 😅😅 รวมกับนักศึกษาแพทย์ด้วยร่วม 20 คนในห้องประชุม..เพราะลูกเรามีปัญหาหลายอย่าง ทำให้หมอผู้เชี่ยวชาญต้องคุยกับเรา อธิบายให้เราฟังตามหลักวิทยาศาสตร์ และมีนักศึกษาแพทย์เข้ามาร่วมศึกษาด้วย..
วันนั้นเอง เราเห็นการทำงานที่จริงๆจังๆของโรงพยาบาล จากเดิมเราคิดแค่ว่า นอร์เวย์ระบบรักษาไม่ทันสมัยแบบประเทศไทย 😷😷😅😅 เพราะดูเหมือนอะไรจะช้า เวลาเราป่วย ไปพบหมอ..
แต่วันนั้นเราเห็นทั้งหมด แผ่นเอ็กซ์เรย์กี่แผ่น อัลต้าซาวน์รวมไปถึง MRI..อะไรต่างๆมากมาย 😞😞😢😢 หมอค่อยๆอธิบายกลไกลของร่างกาย และประเมินการรักษาให้ วางแผนแต่ละทีมจะเข้าตอนไหน วางแผนผ่าตัด รวมไปถึงแผนกช่วยเหลือสังคมสงเคราะห์..และจิตแพทย์เข้าเยียวยาจิตใจผู้ปกครอง..
ตอนนั้นรู้สึกเหมือนเขาให้ความสำคัญเรามากๆ ไม่เคยรู้สึกเลยตั้งแต่ย้ายมาว่าเป็นประชากรชั้น2 แบบที่หลายๆคนกล่าว..คนนอร์เวย์ได้อะไร เราก็ได้สิทธิ์ทุกอย่างเทียบเท่า ไม่มีอะไรที่แตกต่างเลย รวมไปถึงเขาก็ดูแลเราอย่างดี ไม่รังเกียจ หรือโมโหใส่เรา..แถมยังคอยปลอบเราตลอดเวลาเราเหนื่อย 😷😷😅😅 หมอ พยาบาล ทำงานมากกว่าที่เราคิดซะอีกค่ะ
พูดถึงการรักษา เราก็รู้แหละ ว่าต้องอยู่โรงพยาบาลยาวๆนานหลายเดือน..เลยต้องทำใจ..เจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์รีบเข้ามาถามเราทันทีค่ะ..
สอบถามความเป็นอยู่ที่บ้าน รวมไปถึงสถานะทางการเงินเราเป็นยังไง..
สรุปเขาให้เราลาดูแลลูกป่วยนาน 3 เดือนเงินเดือนเต็ม 100% (ซึ่งต่อมายืดขยายลาจริงๆ 3 ปีกว่าๆ😅😅 จนลูกแข็งแรงดี) เพราะเขาไม่ต้องการให้เราใช้วันหยุดลาคลอด ซึ่งจากนั้นเราลาคลอดไป 1 ปี รวมลาหยุดจริงๆ ก็ 4 ปี ❤️❤️ ปกติคนนอร์เวย์จะลาคลอดได้ 1 ปีเต็ม พร้อมเงินเดือน80% หรือลา8 เดือนพร้อมเงินคลอด 100%..แล้วแต่เราจะเลือกค่ะ แต่ถ้าใครไม่มีเงินเดือน เขามีเงินคลอดลูกให้ต่างหากเกือบ 1 แสนโครนต่อครั้งที่คลอด (3.7 แสนบาท)
สรุปคือคลอดเวลาลูกป่วย เราไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเดือนหรือค่าใช้จ่ายที่โรงพยาบาลเลย เพราะค่ารักษาและค่าเดินทางฟรีคลอด พร้อมกับผู้ติดตาม 2 คน ทุกครั้งที่ลูกไปหาหมอ.. 😷😷 ทางสังคมสงเคาะห์ยังช่วยเหลือเราในการจัดหาเงินกู้ซื้อบ้านผ่านคอมมูน(เทศบาล) ดอกเบี้ยต่ำให้ เพราะต้องการให้เรามีบ้านเป็นหลักแหล่ง โดยเราไม่ต้องทำอะไร เขาเดินเรื่องให้เราหมด เพราะตอนนั้นเราเช่าบ้านนักเรียนของมหาวิทยาลัยอยู่ซึ่งกำหนดต้องออกตอนเรียนจบ (ตอนนั้นช่วงเรียนจบพอดี ทีแรกกะว่าคลอดลูกแล้วจะกลับไปตั้งหลักที่ไทย แต่ไม่คิดว่าลูกจะป่วย เลยต้องทำให้ต้องอยู่นอร์เวย์ยาวจนถึงทุกวันนี้ค่ะ) 😷😷 ตอนสอบช่วงสุดท้ายของการเรียน เรายังเข็นลูกเข้าห้องสอบด้วย 🤪🤪 มีเพื่อน 2 คนที่พึ่งคลอด ก็พาไปด้วย 😂😂 สรุปห้องเรียนมีแต่รถเข็นเด็ก เขาเปิดโอกาสให้แม่ได้เรียนค่ะโดยไม่ต้องหยุดเรียนระหว่างท้อง❤️❤️🤗🤗
ช่วงที่เราอยู่โรงพยาบาลเราไม่ได้ใช้จ่ายอะไรเลยค่ะ ค่ากินค่าอยู่ไม่ต้องจ่ายอะไร..เงินจึงเหลือเงินดาวน์บ้าน รวมไปถึงทางคอมมูนเองก็ช่วยจ่ายค่าบ้านให้ลูกด้วย เพราะลูกเป็นกลุ่มอ่อนแอทางสังคม (ได้ไม่เยอะค่ะ แต่ก็หลักล้านบาทที่ไทย) ก็เอาเงินรวมกันแล้วก็จัดการซื้อบ้านที่นี่ ❤️❤️ ที่นอร์เวย์นี้เองใส่ใจมากๆค่ะที่จะจัดสรรทุกอย่างให้กับกลุ่มอ่อนแอทางสังคม ทุกคนต้องมีบ้าน มีรถ และได้รับความเป็นอยู่ที่ดี..
ตอนกลับมาอยู่บ้านแรกๆหลังผ่าตัดลูก เขาก็จะมีพยาบาลตามบ้านมาดูแลเราและลูกตลอด ไม่มีขาด เปลี่ยนเวรมาดูแล..
ถ้ามีเหตุอะไรก็โทรแจ้งได้ตลอดรถฉุกเฉิน..หรือส่งเครื่องบินด่วน..เขาใส่ใจมากจนทำให้เราไม่ระแวง อุ่นใจกว่าเดิม..
หลังจากกลับมาอยู่บ้านตัวเอง ก็ยังมีการไปๆมาๆ เข้าออกโรงพยาบาลบ่อยๆ..จนเพื่อนๆเรา มีแต่ที่โรงพยาบาล 😂😂 ขาประจำ..ทุกครั้งที่ไปโรงพยาบาล ถ้าเวลาว่างอะไรก็จะทำปอเปี๊ยะให้นางพยาบาลกับหมอแถวนั้นกินค่ะ ❤️🥰🥰เขาชอบมาก เราไม่มีอะไรตอบแทนเขา และที่นี่เขาก็ถือกฏมากๆๆๆๆๆ คือห้ามให้ของขวัญหรือสินบน!! เขาไม่สามารถรับอะไรได้เลย ถึงแม้เราจะรู้สึกขอบคุณมากแค่ไหน.
เขายินดีรับแค่ได้ดอกไม้และการ์ดเขียนคำขอบคุณเท่านั้นค่ะ 🥰🥰 แต่บางครั้งที่เราไม่เหนื่อยมากและอยู่โรงพยาบาลเบื่อๆเราก็จะทำปอเปี๊ยะแจกทั้งคนป่วยเด็กๆ ผู้ปกครองและหมอพยาบาลแถวนั้น 😊😊 ทุกคนมีความสุขมากค่ะ นั่งทานร่วมกัน ดีดเปียโน ฟังนิทาน ทำกิจกรรมร่วมกัน..เป็นเหมือนอีกสังคมหนึ่งที่แตกต่างจากข้างนอก
ทุกคนอยู่ในนั้นเข้าใจกัน และอยู่ในปัญหาจุดเดียวกัน มีการสร้างกลุ่มทำกิจกรรมกันในหมู่ผู้ปกครอง การจัดสัมมนา ท่องเที่ยวด้วยกัน ❤️❤️ เป็นอีกโลกที่เราไม่เคยรู้เลย..
เราคิดแค่ว่าโลกของเราคือหาเงินให้มากที่สุด..แต่ความสุขที่สุดคือช่วงเวลาที่เรามีเวลาให้กับครอบครัว ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก มีเวลาว่างให้กับตัวเอง ได้มีความสุขกับดอกไม้ใบหญ้า 🥰🥰 ได้มีความสุขกับสายลมและแสงแดดรอบๆตัว ❤️❤️
นั่นคือความสุขที่แท้จริง..เวลาที่เรารู้สึกอบอุ่นถึงหัวใจ☺️☺️
รอบหน้าเดี๋ยวเขียนต่อให้ค่ะ..ว่ามีอะไรที่มหัศจรรย์กว่านั้น..ในระบบที่นี่ ว่าเขาทำยังไงให้ทุกคนมีความสุขได้ ทั้งที่เป็นผู้พิการ ผู้ป่วยเรื้อรัง เขาเยียวยาใจ เยียวยาทรัพยากรให้กับทุกๆกลุ่มอย่างทั่วถึงจริงๆ 🤗🤗🥳🥳